Loading Processing...
จำนวนข้อมูล 47 รายการ

สถานการณ์โรคไข้เลือดออก

สถานการณ์โรคไข้เลือดออก

 

     จากสถานการณ์โรคไข้เลือดออกปี 2560 พบว่าประเทศไทยมีแนวโน้มผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกสูงขึ้น ณ เดือนมิถุนายน 2560 มีผู้ป่วย 15,260 คน เสียชีวิต 27 ราย เมื่อพิจารณาการป่วยเสียชีวิต พบว่า เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี มีอัตราการป่วยตายสูงสุด เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ ผู้ป่วยมีอาการคล้ายกับไข้หวัดธรรมดาหรือไข้หวัดใหญ่ อาจจะมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ คลื่นไส้อาเจียน และปวดท้อง และเป็นผื่นมีลักษณะคล้ายหัด จึงทำให้แพทย์ทำการตรวจวินิจฉัยได้ยากว่าเป็นโรคไข้เลือดออก ถ้าหากผู้ป่วยได้รับการตรวจรักษาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์จะนัดตรวจติดตามดูอาการอื่นๆ เช่น เกร็ดเลือดต่ำ มีจุดเลือดออกหรือเลือดออกในสมอง และอวัยวะต่างๆ ของร่างกายก็เป็นระยะสุดท้ายแล้ว บางรายเข้าสู่ภาวะช็อก ผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยแน่น ซึม ทุรนทุราย ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตได้ในที่สุด

     การป้องกันโดยการทำลายแหล่งเพาะพันธ์ยุงลาย เช่น เปลี่ยนน้ำในแจกันดอกไม้ทุก 7 วัน และใส่เกลือแกง 2 ช้อนชาในจานรองขาตู้กับข้าว ปิดฝาโอ่งน้ำ ตุ่มน้ำ ถังเก็บน้ำ กระป๋อง ขวดน้ำ ยางรถยนต์เก่าๆ บริเวณรอบบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้ยุงลายวางไข่ และหมั่นตรวจดูอยู่สม่ำเสมอว่ามีลูกน้ำหรือไม่ รวมถึงอ่างบัว ปล่อยปลาหางนกยูง หรือปลาสอดเพื่อให้กินลูกน้ำ หรือใส่ทรายอะเบท 2 ช้อนชา ในโอ่งน้ำ ตุ่มน้ำ หรือที่มีน้ำขังอยู่ควรเติม 2–3 เดือนครั้ง หรือการป้องกันไม่ให้ยุงกัดโดยนอนกางมุ้ง หรือบ้านมีมุ้งลวดเพื่อป้องกันยุงกัด หากไม่สามารถนอนในมุ้งได้ให้ใช้ยาทากันยุง หากบ้านมีต้นไม้ใหญ่ให้ตัดแต่งต้นไม้เพื่อให้แสงแดดส่องเข้าถึงเพื่อไม่ให้น้ำขังเป็นแหล่งเพาะพันธ์ยุงลายได้

     ดังนั้นจึงขอความร่วมมือจากทุกท่านมีสำนึกต่อส่วนรวมร่วมกันในการกำจัดลูกน้ำยุงลาย และแหล่งเพาะพันธ์ยุงลายเพื่อป้องกันโรคไข้เลือดออก ด้วยสุขบัญญัติแห่งชาติ ข้อที่ 10 คือ “มีสำนึกต่อส่วนรวมร่วมสร้างสรรค์สังคม” ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการกำจัดลูกน้ำยุงลายเพื่อป้องกันโรคไข้เลือดออกด้วยการปฏิบัติ  ตามแนวสุขบัญญัติแห่งชาติจนเป็นนิสัยและเป็นแบบอย่างที่ดี รักษาความสะอาดในบ้านและบริเวณรอบๆ บ้านไม่ให้มีแหล่งเพาะพันธ์ยุงลาย หากพบว่ามีคนในบ้านป่วยมีอาการไข้สูงเมื่อรับประทานยาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น อาจเป็นไข้เลือดออกได้ ควรรีบพาไปรับการตรวจรักษาโดยเร็ว หากมีคนในบ้านหรือคนข้างบ้านป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกควรแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้มาฉีดพ่นยาเพื่อฆ่ายุงและสกัดกั้นเชื้อไม่ให้แพร่กระจายออกไป

 

 

แหล่งข้อมูล      : สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ปี 2560

                   : สุขบัญญัติแห่งชาติ กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ 

 

อสม...กำจัดโรคไข้เลือดออก

อสม...กำจัดโรคไข้เลือดออก

 

     โรคไข้เลือดออกเป็นโรคประจำถิ่นมียุงลายเป็นพาหะนำโรค โดยเฉพาะในช่วงฝนตกมีน้ำขังในภาชนะต่างๆ ทำให้จำนวนยุงเพิ่มขึ้น ยุงลายชอบอยู่น้ำนิ่งบริเวณบ้าน เช่น ตุ่มน้ำ โอ่งน้ำ แจกัน จานรองตู้กับข้าว กระถางปลูกบัว และใต้ร่มไม้ที่แสงแดดส่องไม่ถึงซึ่งยุงชอบอาศัยอยู่เมื่อยุงที่มีเชื้อไข้เลือดออก   กัดผู้คนจะทำให้เป็นโรคไข้เลือดออกได้ ซึ่งมีอาการคล้ายกับไข้หวัดธรรมดาหรือไข้หวัดใหญ่ หากผู้ป่วยไม่ได้รับ การรักษาแต่เนินๆ อาจจะทำให้เสียชีวิตได้ 

     อสม. ซึ่งเป็นแกนนำหลักที่สำคัญในการขับเคลื่อนการกำจัดแหล่งเพาะพันธ์ยุงลายและการป้องกันโรคไข้เลือดออกในชุมชน ในการให้ความรู้แก่ประชาชนในการกำจัดแหล่งเพาะพันธ์ยุงลาย โดยสร้างความร่วมมือของคนในชุมชน ร่วมกันสร้าง “ชุมชนน่าอยู่ คนในชุมชนมีความสุข ปลอดภัยจากโรคไข้เลือดออก”  มีการกำจัดแหล่งเพาะพันธ์ลูกน้ำยุงลายด้วยวิธีปราชญ์พื้นบ้าน มีการจัดการสิ่งแวดล้อมให้สะอาด โดยมีเครือข่าย ที่เข็มแข็ง มีการกำจัดแหล่งเพาะพันธ์ยุงลายโดย อสม. อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทำให้เกิดเครือข่ายที่เข็มแข็ง มีการร่วมมือการทำงานแบบบูรณาการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทำให้ชุมชนปลอดจากลูกน้ำยุงลายและปลอดจากโรคไข้เลือดออกของคนในชุมชนได้ โดยใช้หลัก 5 ป. ดังนี้ ภาชนะเก็บน้ำทุกชนิดต้องปิดฝาให้มิดชิด เปลี่ยนน้ำในแจกันดอกไม้ จานรองขาตู้กับข้าวต้องเปลี่ยนทุกสัปดาห์ หรืออาจใส่เกลือแกง น้ำส้มสายชูเพื่อป้องกันยุงลายวางไข่ ส่วนน้ำในโอ่ง ตุ่มน้ำ ใส่ทรายอะเบท 2 ช้อนชา ทุก 2-3 เดือน บ่อน้ำ อ่างบัว ควรปล่อยปลาที่กินลูกน้ำเป็นอาหาร เช่น ปลายางนกยูง ปลาสอด เพื่อป้องกันการเพาะพันธ์ของยุงลาย พร้อมทั้งทุกบ้านในชุมชนควรดูแลปรับปรุงสภาพแวดล้อมทั้งภายในบ้าน และภายนอกบ้าน ที่สาธารณะ ถนนหนทางที่มีแหล่งน้ำขัง ให้มีการดูแลอย่างต่อเนื่อง

     ดังนั้นจึงขอความร่วมมือจาก อสม. และเครือข่ายและทุกคนในชุมชนมีสำนึกต่อส่วนรวมร่วมกันในการกำจัดลูกน้ำยุงลาย และแหล่งเพาะพันธ์ยุงลายเพื่อป้องกันโรคไข้เลือดออก ด้วยสุขบัญญัติแห่งชาติ ข้อที่ 10 คือ “มีสำนึกต่อส่วนรวมร่วมสร้างสรรค์สังคม” ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการป้องกันการกำจัดลูกน้ำยุงลายด้วยการปฏิบัติตามแนวสุขบัญญัติแห่งชาติจนเป็นนิสัยและเป็นแบบอย่างที่ดี รักษาความสะอาดในบ้านและบริเวณรอบๆ บ้านไม่ให้มีแหล่งเพาะพันธ์ยุงลาย หากพบว่ามีคนในบ้านป่วยมีอาการไข้สูงเมื่อรับประทานยาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นอาจเป็นไข้เลือดออกได้ ควรรีบพาไปรับการตรวจรักษาโดยเร็ว หากมีคนในบ้านหรือคนข้างบ้านป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกควรแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้มาฉีดพ่นยาเพื่อฆ่ายุงและสกัดกั้นเชื้อไม่ให้แพร่กระจายออกไป

 

 

แหล่งข้อมูล      : สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ปี 2560

                   : สุขบัญญัติแห่งชาติ กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ 

นักเรียน...เสี่ยงโรคไข้เลือดออก

         นักเรียน...เสี่ยงโรคไข้เลือดออก

 

     ยุงลายฆาตกรร้ายนำเชื้อไข้เลือดออก ในปี 2560 เดือนมิถุนายน ได้สังเวยชีวิต ลูกหลานของท่านไปแล้ว 27 ราย อีก 15,260 ราย ต้องหยุดงานไปนอนที่โรงพยาบาลทำให้ขาดรายได้ ขาดการเรียน ขาดการทำงาน รัฐบาลต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลอีกหลายสิบล้านบาท เพิ่มภาระให้กับโรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล และซ้ำร้ายเป็นโรคที่แพทย์วินิจฉัยได้ยากอีกด้วย เพราะอาการของโรคไข้เลือดออกเหมือนกับอาการของโรคไข้หวัด ธรรมดาหรือไข้หวัดใหญ่ กว่าจะวินิจฉัยได้บางรายสายเกินที่จะรักษาไปแล้ว

     ดังนั้น โรงเรียนซึ่งเป็นสถานศึกษา และเป็นสถานที่ที่มีกลุ่มเป้าหมายมีอัตราป่วยเสียชีวิตสูงที่สุด มีอายุต่ำกว่า 15 ปี โรงเรียนควรมีมาตรการในการป้องกันโรคไข้เลือดออก มีการกำจัดแหล่งเพาะพันธ์ยุงลายในโรงเรียน โดยความร่วมมือระหว่างครู ผู้ปกครอง และนักเรียนต้องร่วมมือกันสร้างให้ “โรงเรียนน่าอยู่ ปลอดภัยจากโรคไข้เลือดออก” ให้มีการกำจัดแหล่งเพาะพันธ์ยุงลายในโรงเรียน โดยการจัดสภาพแวดล้อมในโรงเรียนให้สะอาดทั้งภายในและภายนอก ดังนี้ ภาชนะเก็บน้ำทุกชนิดต้อปิดฝาให้มิดชิด เปลี่ยนน้ำในแจกันดอกไม้ทุกสัปดาห์ ห้องน้ำในโรงเรียนต้องสะอาดไม่มีลูกน้ำยุงลาย ส่วนน้ำในโอ่ง บ่อน้ำ อ่างบัว ควรปล่อยปลาที่กินลูกน้ำเป็นอาหาร เช่น ปลายางนกยูง ปลาสอด เพื่อป้องกันการเพาะพันธ์ของยุงลาย ส่วนอาคารเรียนควรดูแลปรับปรุงสภาพแวดล้อมทั้งภายในอาคารเรียนและภายนอกอาคารเรียน ที่สาธารณะ ถนนหนทางที่มีแหล่งน้ำขัง ให้มีการดูแลอย่างต่อเนื่อง

     ดังนั้นจึงขอความร่วมมือจาก ครู ผู้ปกครองและนักเรียนทุกท่านมีสำนึกต่อส่วนรวมร่วมกันในการกำจัดลูกน้ำยุงลายและแหล่งเพาะพันธ์ยุงลาย เพื่อป้องกันโรคไข้เลือดออกด้วยสุขบัญญัติแห่งชาติ ข้อที่ 10 คือ   “มีสำนึกต่อส่วนรวมร่วมสร้างสรรค์สังคม” ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการป้องกันการกำจัดลูกน้ำยุงลายด้วยการปฏิบัติตามแนวสุขบัญญัติแห่งชาติจนเป็นนิสัยและเป็นแบบอย่างที่ดี รักษาความสะอาดในโรงเรียน และบริเวณรอบๆ โรงเรียนไม่ให้มีแหล่งเพาะพันธ์ยุงลาย หากพบว่ามีนักเรียนในโรงเรียนป่วยมีอาการไข้สูง เมื่อรับประทานยาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นอาจเป็นไข้เลือดออกได้ ควรรีบไปรับการตรวจรักษาโดยเร็ว หากมีผู้ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกควรแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้มาฉีดพ่นยาเพื่อฆ่ายุงและสกัดกั้นเชื้อไม่ให้แพร่กระจายออกไป

 

 

แหล่งข้อมูล      : สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ปี 2560

                   : สุขบัญญัติแห่งชาติ กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ 

มุมมองด้านดีของไขมัน

มุมมองด้านดีของไขมัน

 

          ไขมัน แค่ได้ยินชื่อใครหลายคนก็ร้องกลัว เพราะเคยได้ยินแต่ข้อเสียของไขมัน  ใครจะรู้ว่าไขมันนั้นมีประโยชน์อยู่ด้วยเช่นกัน

          ไขมันเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกายเพื่อใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆ ไขมันเป็นอาหารที่จำเป็นสำหรับร่างกาย เพราะในไขมันมีกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายและช่วยดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่    A D E K  ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ช่วยให้อาหารมีรสชาติดีขึ้น แต่ทั้งนี้เราควรบริโภคไขมันมันแต่พอเหมาะ เพราะหากบริโภคมากไปอาจทำให้น้ำหนักเพิ่มและเกิดโรคอื่นๆตามมา เช่นโรคไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น

          ไขมันในอาหารมี 2 ประเภท

  1. ไขมันไม่อิ่มตัว พบได้ในน้ำมันพืช น้ำมันถั่ว น้ำมันงา ไขมันจากปลาทะเลน้ำลึกซึ่งหากรับประทานแต่พอเหมาะจะช่วยลดคลอเรสตอรอลในเลือดได้
  2. ไขมันอิ่มตัวจากเนื้อสัตว์ เช่น เครื่องในสัตว์ ตับ ไข่แดง และอาหารทะเล เช่น กุ้ง ปลาหมึก หอย หอยนางรม ซึ่งนอกจากจะมีไขมันแล้วยังคงมีคลอเรสเตอรอลสูงอีกด้วยจึงไม่ควรรับประทาน เป็นประจำหรือรับประทานในปริมาณมาก

          ความต้องการไขมันของร่างกาย โดยปกติร่างกายต้องการไขมันไม่ควรเกินร้อยละ 25-30 ของพลังงานที่ต้องการต่อวัน

เด็กอายุ 6-13ปีผู้หญิงวัยทำงาน และผู้สูงอายุ ไม่ควรบริโภคเกิน 5 ช้อนชาต่อวัน  

วัยรุ่นอายุ 14-25 ปี และชายวัยทำงาน ไม่ควรบริโภคไขมันเกิน 7 ช้อนชาต่อวัน

ผู้ที่ใช้แรงงานหนัก เช่น นักกีฬา ผู้ใช้แรงงาน กรรมกร ไม่ควรบริโภคเกิน 9 ช้อนชาต่อวัน

          ดังนั้น เมื่อรู้ถึงประโยชน์ของไขมันแล้วคงทำให้ใครหลายคนเลิกกลัวไขมัน และหันมาเลือกรับประทานไขมันให้พอเหมาะ ไม่บริโภคมากหรือน้อยเกินไป  หากใครหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรเลือกการปรุงอาหารด้วยการปิ้ง ย่าง นึ่ง ควบคู่กับการออกกำลังกายที่เหมาะสม  ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพของเราให้ห่างไกลโรคภัยไข้เจ็บในอนาคตต่อไป

อนาคตวัยทำงานติดบุหรี่มากขึ้น...จริงหรือ

อนาคตวัยทำงานติดบุหรี่มากขึ้น...จริงหรือ

     สถานการณ์การสูบบุหรี่ของประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ  ในปี 2558 พบว่ามีผู้สูบบุหรี่จำนวน 10.9 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 19.9 ส่วนใหญ่เป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง  มีผู้สูบเป็นครั้งคราวเพิ่มขึ้น เนื่องจากความอยากรู้อยากลองของผู้สูบ ในปี 2554 มีผู้สูบบุหรี่เป็นครั้งคราวเพียง 590,528 คน และเพิ่มขึ้นในปี 2558 เป็นจำนวน 1,545,896 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นมากเป็นสัญญาณเตือนบ่งบอกให้เห็นว่ามีผู้สูบหน้าใหม่เพิ่มขึ้นเนื่องจากเป็นกลุ่มวัยรุ่น เป็นวัยคึกคะนอง ความอยากรู้ อยากลอง เห็นเพื่อนสูบ เลยสูบตามเพื่อน คิดว่าเท่ เก๋ รับเอาค่านิยมผิดๆ จากดาราที่ชื่นชอบสูบบุหรี่เป็นต้นแบบที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งส่งผลต่อตนเอง และคนรอบข้างพลอยได้รับควันบุหรี่ตามมา และทำให้ในอนาคตกลุ่มวัยทำงานจะติดบุหรี่มากขึ้น

     บุหรี่เป็นภัยร้ายที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต เสียเงินทอง และนำไปสู่ปัญหาโดยตรงต่อตัวเอง เช่น ทำให้มีกลิ่นตัว และกลิ่นติดเสื้อผ้า คนรอบข้างรังเกียจ สุขภาพฟันและเหงือกไม่แข็งแรง   ฟันมีคราบเหลือง มีกลิ่นปาก ริมฝีปากดำคล้ำ เล็บเหลือง ผิวพรรณไม่สดใส ดูแก่ก่อนวัย มีรอยตีนกาเร็วขึ้น อาการไอเรื้อรัง และส่งผลต่อครอบครัวและคนรอบข้างต้องสูดควันบุหรี่ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ที่เกิดจากการสูดควันบุหรี่ คือ โรคมะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจหลอดเลือด เส้นเลือดสมองและหัวใจตีบ สมรรถภาพทางเพศเสื่อม หากสตรีมีครรภ์อาจทำให้แท้งลูกได้ ทำให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หากมีลูกหลานที่มีอายุน้อยๆ อาศัยอยู่ในบ้านจะทำให้เด็กมีพัฒนาการทางร่างกายและสมองช้ากว่าปกติ และสี่ยงต่อการพิการด้านสมองของเด็กอีกด้วย  

     ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หากไม่อยากให้สิ่งเลวร้ายเหล่านี้เกิดขึ้นกับตัวคุณและคนในครอบครัว รวมทั้งคนรอบข้างที่คุณรัก ควรงดสูบบุหรี่ตั้งแต่วันนี้จะได้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกหลาน ให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่เป็นอนาคตของประเทศชาติต่อไป  

 

 

แหล่งข้อมูล :     บุหรี่ ยาเสพติด คนรุ่นใหม่ไม่สูบบุหรี่ สสส.

                   กองสุขศึกษา สุขบัญญัติแห่งชาติ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ

 

วัยรุ่นสดใส..ห่างไกลบุหรี่

วัยรุ่นสดใส..ห่างไกลบุหรี่

     จาการศึกษาพบว่าวัยรุ่นระดับมัธยม อายุ 13-17 ปี ติดบุหรี่ถึง 3 แสนกว่าคน จากเด็กกลุ่มวัยนี้ที่มีทั้งหมด 4 ล้านกว่าคน และจำนวนประมาณ 96,000 คน ที่ติดบุหรี่อย่างหนัก หากหยุดสูบจะมีอาการ เช่น รู้สึกหดหู่ใจ มีอารมณ์ซึมเศร้า นอนไม่หลับ หงุดหงิด โกรธง่าย ไม่มีสมาธิ ซึ่งเกิดมาจากการขาดสารนิโคตินที่อยู่ในบุหรี่ เมื่อสูบเข้าไปนิโคตินจะเข้าสู่สมองจะออกฤทธิ์กระตุ้นสมองส่วนหน้าปล่อยสารความสุขที่ทำให้เกิดความพอใจ ผู้สูบบุหรี่รู้สึกดีขึ้น ยิ่งสูบมากก็จะมีประสาทตัวรับรู้และตัวสั่งมากขึ้น จึงเกิดความต้องการนิโคตินมากขึ้น และปัจจัยสำคัญ ที่ต้องทำให้สูบเรื่อยๆ เป็นประจำทุกวันเมื่อสมองถูกกระตุ้นอยู่ในสภาพนี้นานๆ จะทำให้เกิดผลข้างเคียงคืออาการวิตกกังวล อาการซึมเศร้า จึงต้องสูบเพื่อเติมนิโคตินเข้าไป ให้ความรู้สึกกลับคืนมา บุหรี่เป็น           ยาเสพติด หากวัยรุ่นเสพติดต่อกันเป็นเวลานานจะนำไปสู่การเสพยาเสพติดชนิดร้ายแรงมากขึ้น เช่น โคเคน เมทแอมเฟตามีน รวมทั้งเหล้า เป็นต้น และน่าเป็นห่วงอย่างมากในเรื่องการสูบบุหรี่ในวัยรุ่นติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้มีระดับไอคิวต่ำกว่ากลุ่มไม่สูบบุหรี่ และนำไปสู่การเกิดโรคต่างๆ ตามมาอีกมากมาย

     เหตุปัจจัยที่ทำให้วัยรุ่นสูบบุหรี่ คือ ตัวของวัยรุ่นเองซึ่งเข้าสู่ในระยะเปลี่ยนผ่านจากวัยเด็กเป็นวัย ผู้ใหญ่ จะมีความรู้สึกว่าตนเองก็เป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งที่ทำทุกอย่างได้เหมือนผู้ใหญ่ อยากรู้อยากลอง หรือทดสอบความเข้มแข็งจิตใจของตนเอง รวมทั้งปัจจัยทางสังคมสิ่งแวดล้อมอิทธิพลของเพื่อน เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของเพื่อ และเพศตรงข้าม และรับค่านิยมที่ผิดๆ มาจากสื่อต่างๆ เช่น การเลียนแบบจากสื่อดาราที่สูบบุหรี่ หรือบุคคลที่ชื่นชอบอยู่ในใจ คิดว่าโก้ เก๋ หรือเท่

     ดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครอง และครูในโรงเรียนต้องช่วยกันป้องกันไม่ให้ลูกหลานของท่านตกเป็นเหยื่อ ของบุหรี่ เพราะวัยรุ่นจะต้องโตเป็นผู้ใหญ่ซึ่งเป็นอนาคตที่สำคัญของประเทศชาติต่อไป จึงไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว   กับบุหรี่อย่างเด็ดขาด โดยรู้จักปฏิเสธอย่างนุ่มนวลเมื่อเพื่อนชักชวนให้ทดลองสูบ ไม่ทดลองอย่างเด็ดขาด และเลือกคบเพื่อนที่ดี เมื่อมีปัญหาปรึกษาพ่อแม่ผู้ปกครอง และครูในโรงเรียน รู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เช่น ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ หรือทำงานอดิเรกที่ตนเองชอบ เช่น ปลูกต้นไม้ การทำสวนในบ้าน หรือพยายามหาโอกาสทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัวให้อบอุนอยู่เสมอ เช่น วันเกิด วัน สงกรานต์ วันครอบครัว วันขึ้นปีใหม่ การให้กำลังใจจากคนในครอบครัว หรือคนใกล้ชิดเป็นเรื่องสำคัญ ครอบครัวอบอุ่นทำให้สมาชิกในครอบครัว มีความสุข ทำให้สุขภาพแข้งแรง  

 

แหล่งข้อมูล :     -สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิตปี 2559                                

-สุขบัญญัติแห่งชาติ กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ

บุหรี่มือสอง..อันตรายกว่าที่คิด

บุหรี่มือสอง..อันตรายกว่าที่คิด

 

          การสูบบุหรี่นอกจากเกิดผลเสียต่อสุขภาพตัวผู้สูบเองแล้วยังส่งผลกระทบต่อสภาวะสุขภาพ ของบุคคลที่อยู่รอบข้างอีกด้วย การสูดดมควันบุหรี่มือสองจะทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมากมากมาย เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ หากที่บ้านมีทารกจะได้รับควันบุหรี่มือสองมากที่สุดเพราะเด็กทารกไม่สามารถตนเองได้ และมีโอกาสเสี่ยงต่อการเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ และผู้ที่รับควันบุหรี่มือสองมีโอกาสเป็นมะเร็งปอด ร้อยละ  30 เป็นผลมาจากการหายใจเอาควันบุหรี่เข้าไปเนื่องจากในควันบุหรี่มีสารพิษต่างๆ มากมายและเป็นสารก่อมะเร็ง ซึ่งควันบุหรี่ที่เกิดจากการสูบบุหรี่โดยตรง และควันบุหรี่ที่เกิดจากการเผาไหม้ ซึ่งควันบุหรี่ที่เกิดจากการเผาไหม้ มีสารก่อมะเร็งมากกว่า 50 เท่า จากการศึกษาพบว่า ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ที่อยู่ในห้องหรือในบ้านที่มีควันบุหรี่ 1 ชั่วโมง จะหายใจเอาสารพิษเข้าสู่ร่างกายในปริมาณเท่ากับสูบบุหรี่ก้นกรองถึง 15 มวน ดังนั้น ผู้ที่สูดดมควันบุหรี่มือสองจึงได้รับอันตรายมากกว่าผู้ที่สูบบุหรี่โดยตรง โดยเฉพาะผู้ที่ต้องสัมผัสควันบุหรี่เป็นเวลานานๆ ทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งปอดสูงมาก และพบว่า ผู้หญิงที่ไม่สูบบุหรี่อยู่ร่วมกับสามีที่สูบบุหรี่มีโอกาสเป็นมะเร็งปอดมากกว่าผู้หญิงที่อยู่กับสามีไม่สูบบุหรี่ถึง 2 เท่า และเป็นโรคหัวใจมากถึง 3 เท่า และเสียชีวิตเร็วกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่

          ดังนั้น เมื่อท่านได้ทราบอันตรายจากบุหรี่มือสองแล้วท่านต้องช่วยกันป้องกันและหาวิธีไม่ให้คนในครอบครัวของท่านสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงทดลองสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาดในทุกกรณี เพื่อสุขภาพดีของทุกคนในครอบครัว หากท่านเป็นผู้ที่สูบบุหรี่ควรลดปริมาณการสูบลง หรือสูบในสถานที่กำหนดไว้ ไม่สูบในบ้าน ในรถยนต์ ในที่ทำงาน และที่สาธารณะ เพราะจะทำให้เป็นอันตรายต่อคนในครอบครัวและคนรอบข้างจากควันบุหรี่มือสอง ถ้าอยากให้คนในครอบครัวและคนรอบข้างมีสุขภาพดีต้องเลิกบุหรี่นับแต่นาทีนี้เป็นต้นไป

 

 

แหล่งข้อมูล : การเรียนรู้เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสูบบุหรี่สำหรับวัยทำงาน กองสุขศึกษา

      กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ

 

ป้องกันโรคและภัย มีสติแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เมื่อเป็นผู้ประสบภัยน้ำท่วม

ป้องกันโรคและภัย มีสติแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เมื่อเป็นผู้ประสบภัยน้ำท่วม

สุภาวิณี  แสงเรือน*

          ช่วงนี้มีเหตุการณ์น้ำท่วมหนักในหลายจังหวัดทางภาคใต้ พบผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ส่วนใหญ่เกิดจากการลงไปเล่นน้ำและถูกน้ำพัด พลัดตกน้ำ เรือล่ม จมน้ำเนื่องจากออกไปหาปลา และจากการถูกไฟฟ้าดูด ซึ่งผู้ประสบภัยน้ำท่วมควรรวบรวมสติในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในการป้องกันภัยที่อาจเกิดขึ้นตัวเองและครอบครัว รวมทั้งทรัพย์สินต่างๆ ที่อาจได้รับความเสียหายได้ การป้องกันโรคและภัยที่อาจเกิดขึ้นในช่วง น้ำท่วมรวมถึงช่วงที่น้ำลด ดังต่อไปนี้

          เมื่ออาศัยในพื้นที่น้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก ควรตั้งสติและติดตามข่าวสารสภาพอากาศ ประกาศแจ้งเตือนอย่างใกล้ชิด ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างใกล้ชิด จัดเตรียมหาเครื่องใช้ที่จำเป็นให้พร้อม เช่น  น้ำดื่มสะอาด อาหารแห้ง ยารักษาโรค เป็นต้น รวมทั้งเอกสารสำคัญ เช่น บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน เป็นต้น เก็บไว้ในถุงพลาสติกหรือซองกันน้ำ หากน้ำท่วมสูงและอาศัยในบ้านชั้นเดียวควรขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ และย้ายที่อยู่ชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว เตรียมวัสดุที่สามารถลอยน้ำได้ เช่น แกลอนพลาสติก ขวดน้ำพลาสติก ยางในรถยนต์ เป็นต้น สำหรับใช้ยึดเกาะพยุงตัวขณะลุยน้ำท่วม ไม่ไปหาปลา/เก็บผัก ไม่ให้เด็กลงเล่นน้ำในช่วงน้ำไหลหลากโดยเด็ดขาด ควรเดินทางเป็นกลุ่มเพื่อช่วยเหลือกันเวลาฉุกเฉิน ป้องกันไฟฟ้าดูดด้วยการขนย้ายอุปกรณ์ไฟฟ้าและสิ่งของจำเป็นไว้ที่สูงหรือน้ำท่วมไม่ถึง และถอดปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้าน  กรณีที่อาศัยในบ้านชั้นเดียว ต้องงดใช้ไฟฟ้าโดยเด็ดขาด แม้ว้าอุปกรณ์เหล่านั้นจะอยู่เหนือระดับน้ำก็ตาม กรณีอาศัยในบ้านสองชั้นและมีสวิทซ์แยกแต่ละชั้น ให้ปลดสวิทซ์ตัดกระแสไฟฟ้าเฉพาะชั้นล่างที่น้ำท่วม และใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นบน ระมัดระวังเด็กเล่นน้ำบริเวณใกล้เสาไฟ และที่สำคัญควรให้เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคหรือช่างไฟฟ้าที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญดูระบบไฟฟ้าให้ปลอดภัยก่อน

          สำหรับโรคที่พบบ่อยเมื่อมีเหตุการณ์น้ำท่วม ได้แก่ โรคน้ำกัดเท้าและโรคฉี่หนู หรือเลปโตสไปโรซิส การป้องกันด้วยการหลีกเลี่ยงการลุยน้ำย่ำโคลน ถ้ามีบาดแผลต้องป้องกันไม่ให้สัมผัสถูกน้ำด้วยการสวมรองเท้าบู๊ทยาง หากต้องลุยน้ำย่ำโคลนต้องรีบล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่แล้วเช็ดให้แห้งอยู่เสมอโดยเร็วที่สุด โรคตาแดง ป้องกันตัวเองด้วยการไม่ขยี้ตา อย่าให้แมลงตอมตา ถ้ามีฝุ่นละอองหรือน้ำสกปรกเข้าตาให้รีบล้างด้วยน้ำสะอาดทันที หลีกเลี่ยงใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคตาแดง และไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับคนอื่น อุบัติเหตุ เช่น ไฟดูด ป้องกันด้วยการถอดปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้า สับคัทเอาท์ตัดไฟฟ้าในบ้านก่อนที่น้ำจะท่วมถึง บาดเจ็บจากการเหยียบของแหลมหรือของมีคม ป้องกันด้วยการกวาดวัตถุแหลมคมในบริเวณบ้านเรือน ตามทางเดิน  และสวมรองเท้าบู๊ทยางสม่ำเสมอ  จมน้ำ ป้องกันด้วยการดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด ไม่ให้ลงเล่นน้ำ การถูกสัตว์ร้ายมีพิษกัดต่อย เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง เป็นต้น ป้องกันด้วยการเก็บกวาดไม่ให้มีขยะเกลื่อนกลาดภายในบ้านเรือน สวมรองเท้าบู๊ทยางทุกครั้งเมื่อต้องย่ำน้ำท่วมขัง โรคเครียดวิตกกังวล ซึ่งความเครียดเป็นสิ่งที่เราทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากต้องตกเป็นผู้ประสบภัยจากน้ำท่วมต้องรู้จักรวบรวมสติและคอยแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เรียงลำดับความสำคัญของปัญหาว่าควรแก้ไขปัญหาอะไรก่อนหลัง ทำจิตใจให้เข้มแข็งไม่ย่อท้อ และพักผ่อนให้เพียงพอ โรคทางเดินหายใจ เช่น โรคหวัด โรคไข้หวัดใหญ่ โรคปอดบวม เป็นต้น ป้องกันตนเองด้วยการหลีกเลี่ยงการตากฝน ไม่ลงเล่นน้ำหรือแช่น้ำเป็นเวลานาน ไม่สวมเสื้อผ้าเปียกชื้น ทำร่างกายให้อบอุ่นเสมอ หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นหวัด ใช้ผ้าปิดปากปิดจมูกเวลาไอหรือจาม ล้างมือบ่อยๆด้วยน้ำและสบู่  โรคทางเดินอาหาร เช่น อุจจาระร่วง อหิวาตกโรค อาหารเป็นพิษ บิด ไทฟอยด์ เป็นต้น ป้องกันตนเองด้วยการรับประทานอาหารสุก สะอาด ไม่บูดเสีย ทานอาหารกระป๋องที่ไม่หมดอายุ ดื่มน้ำสะอาด น้ำขวด  ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ก่อนปรุงและเตรียมอาหาร ก่อนรับประทานอาหารและหลังการขับถ่าย หากไม่สามารถถ่ายลงในส้วมได้  ให้ถ่ายลงในถุงพลาสติกแล้วใส่ปูนขาวจำนวนพอสมควร ปิดปากถุงให้แน่น แล้วนำไปใส่ถุงดำ (ถุงขยะ) โรคไข้เลือดออก การป้องกันที่ดีที่สุดคือไม่ให้ยุงกัด ด้วยการนอนกางมุ้ง ทายากันยุง กำลังลูกน้ำและแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในบริเวณบ้านทุกสัปดาห์ โดยปิดฝาภาชนะเก็บน้ำ  และไม่ให้มีความขังตามภาชนะต่างๆ  

          การมีความรู้ในด้านป้องกันโรคและภัยที่อาจเกิดขึ้นในช่วงน้ำท่วมและช่วงน้ำลด ทำให้เราสามารถนำความรู้ไปป้องกันโรคและภัยได้อย่างทันท่วงที  ไม่ประมาท ที่สำคัญควรมีสติ ทำจิตใจให้เข้มแข็งไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่พบเจอ และพยายามแก้ไขปัญหา ปัญหาที่มีก็จะคลี่คลายในที่สุด 

 * นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ กองสุขศึกษา

เอกสารอ้างอิง

สำนักสารนิเทศ  สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. กรมควบคุมโรคห่วงปัญหาการจมน้ำและไฟฟ้าดูดในช่วงน้ำท่วม หลังพบผู้เสียชีวิตเกือบครึ่งเป็นเด็กเล็ก แนะยึดหลัก “3ห้าม2ให้” ป้องกันการจมน้ำ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://pr.moph.go.th/iprg/include/admin_hotnew/show_hotnew.php?idHot_new=89604. (วันที่ค้นข้อมูล : 13 มกราคม 2560).

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. โรคที่มากับน้ำท่วม รู้ไว้ ป้องกันได้. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : old.ddc.moph.go.th/advice/showimgpic.php?id=269. (วันที่ค้นข้อมูล : 13 มกราคม 2560).

ร่วมด้วยช่วยกัน...กำจัดโรคไข้มาลาเรียให้หมดไปจากประเทศไทย

ร่วมด้วยช่วยกัน...กำจัดโรคไข้มาลาเรียให้หมดไปจากประเทศไทย

สุภาวิณี  แสงเรือน*

          “โรคไข้มาลาเรีย” เมื่อได้ยินโรคนี้ หลายคนคงจะรู้สึกเฉย ๆ กับโรคนี้ เพราะคิดว่าเป็นโรคไกลตัว มักเกิดขึ้นกับคนที่ประกอบอาชีพเดินในป่า ในสวน ในไร่ แต่ที่ผ่านมาก็มักพบผู้ป่วยในเขตเมืองเช่นกัน  ประเทศไทยกำหนดให้มีการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การกำจัดโรคไข้มาลาเรีย พ.ศ.2560-2569 ขึ้น ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะปลอดจากโรคไข้มาลาเรีย เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคไข้มาลาเรียในประเทศไทยมีแนวโน้มลดลง โดยพบว่าอัตราป่วยด้วยโรคไข้มาลาเรียต่อประชากรพันคน ลดลงจาก 0.57 ในปี 2557 เป็น 0.38 ในปี 2558 อัตราตายด้วยโรคไข้มาลาเรียต่อประชากรแสนคน ลดลงจาก 0.07 ในปี 2556 เป็น 0.06 ในปี 2557 ปัจจุบันมีแนวโน้มพบสัดส่วนของเชื้อมาลาเรียชนิดไวแวกซ์สูงกว่าเชื้อมาลาเรียชนิดฟัลซิปารัมใน ปี 2558 พบผู้ป่วยติดเชื้อมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ ร้อยละ 63.93 และฟัลซิปารัม ร้อยละ 29.31 ซึ่งในปี 2558 พบผู้ป่วยที่เป็นคนไทย จำนวน 14,078 ราย ต่างชาติ (เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา) จำนวน 9,723 ราย ผู้อพยพในศูนย์พักพิงชั่วคราว จำนวน 1,049 ราย ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวน ทำไร่ ปฏิบัติหน้าที่ในป่าในเวลากลางคืน จังหวัดที่พบผู้ป่วยโรคไข้มาลาเรียมากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดตาก อุบลราชธานี ยะลา กาญจนบุรี แม่ฮ่องสอน ศรีสะเกษ นราธิวาส สงขลา สุราษฎร์ธานีและสุรินทร์ หมู่บ้านที่มีการแพร่เชื้อมาลาเรียทั้งหมด 2,755 หมู่บ้าน กระจายอยู่ใน 220 อำเภอ จากทั้งหมด 928 อำเภอ

          โรคไข้มาลาเรียมียุงก้นปล่องเพศเมียเป็นพาหะนำโรค โดยยุงก้นปล่องกัดผู้ป่วยที่เป็นไข้มาลาเรีย แล้วดูดเลือดที่มีเชื้อมาลาเรียเข้าไป หลังจากนั้นเชื้อมาลาเรียก็จะอยู่ในตัวยุงประมาณ 10-12 วัน จนอยู่ในระยะที่ทำให้เกิดโรคได้ เมื่อยุงที่มีเชื้อมาลาเรียนั้นไปกัดคนก็จะปล่อยเชื้อมาลาเรียจากต่อมน้ำลายเข้าสู่คน ทำให้คนที่ถูกยุงกัดเป็นไข้มาลาเรีย อาการเริ่มแรกของไข้มาลาเรียเกิดขึ้นหลังจากถูกยุงก้นปล่องกัดประมาณ 10-14 วัน อาการนำคล้ายไข้หวัด มีไข้ ปวดศีรษะ แต่ไม่มีน้ำมูก ปวดเมื่อยตามตัวและกล้ามเนื้อ อาจมีอาการคลื่นไส้ เบื่ออาหาร อาการเด่นชัดของไข้มาลาเรียประกอบด้วย 3 ระยะคือ ระยะหนาว จะมีอาการหนาวสั่น ปากและตัวสั่น ซีด ผิวหนังแห้งหยาบ ระยะร้อน จะมีไข้สูง อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย ตัวร้อนจัด หน้าแดง กระหายน้ำ ระยะเหงื่อออก จะมีเหงื่อออกจนเปียกชุ่มร่างกาย หลังจากระยะเหงื่อออก ร่างกายจะอ่อนเพลียและหายไข้ กลับเหมือนคนปกติ แต่หากผู้ป่วยได้รับเชื้อมาลาเรียชนิดพลาสโมเดียมฟัลซิปารัม เมื่อป่วยแล้วไม่ได้ไปรับการรักษาทันทีอาจทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้นผู้ป่วยมาลาเรียทุกรายต้องได้รับการตรวจรักษาตามชนิดของเชื้อมาลาเรียโดยเร็วที่สุด การรักษามาลาเรียชนิดพลาสโมเดียมฟัลซิปารัม ผู้ป่วยต้องกินยารักษาให้ครบ 3 วันติดต่อกัน และผู้ป่วยที่พบเชื้อมาลาเรียชนิดพลาสโมเดียมไวแวกซ์ต้องกินยารักษาให้ครบ 14 วันติดต่อกัน

          ยุงก้นปล่องมีหลายสายพันธุ์ มีที่อยู่อาศัย และแหล่งเพาะพันธุ์ที่แตกต่างกัน โดยทั่วไปจะอาศัยในท้องที่ป่าเขา สวนยางพารา และสวนผลไม้ที่ติดต่อกับท้องที่ป่าเขา แถบเชิงเขา ชายป่าที่มีการบุกเบิกทำการเกษตร ท้องที่ขุดพลอยภาคตะวันออก แหล่งเพาะพันธุ์ยุงตัวเมียใช้วางไข่ ได้แก่ แหล่งน้ำขังในท้องที่ป่าเขา ลำห้วย ลำธารในท้องที่ป่าเขาหรือเชิงเขา แอ่งน้ำขัง น้ำไหลและน้ำซึมน้ำซับ แหล่งน้ำขังที่มีร่มเงาในป่าเขา การออกหากินของยุงนำเชื้อมาลาเรียเริ่มตั้งแต่พระอาทิตย์ตกดิน จนกระทั่งรุ่งเช้า

          การป้องกันโรคไข้มาลาเรียที่ดีที่สุดคือการไม่ให้ยุงกัด ด้วยการนอนในมุ้ง หรือติดมุ้งลวด ทายากันยุง ใส่เสื้อผ้าปกปิดร่างกายให้มิดชิด ก่อนออกนอกบริเวณบ้านที่มียุงชุกชุม ทำความสะอาดในบ้านและบริเวณรอบบ้าน ไม่ให้มีหญ้า ต้นไม้ขึ้นรกรุงรัง รวมทั้งไม่ให้มีน้ำขังตามภาชนะ โพรงต้นไม้ ใบไม้ ตลอดจนช่วยกันถากถางวัชพืชที่ขึ้นปกคลุมตามแหล่งน้ำ ลำห้วย ลำธาร เพื่อให้น้ำไหลสะดวก กลบถมหลุมที่มีน้ำขัง ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคไข้มาลาเรีย ประชาชนควรได้รับการพ่นสารเคมีติดฝาบ้าน ซึ่งฤทธิ์ของสารเคมีจะทำให้ยุงตายภายใน 24 ชั่วโมง และสารเคมีจะมีฤทธิ์นาน 6-12 เดือน ซึ่งในคนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไม่เป็นอันตรายเมื่อได้สัมผัสกับสารเคมีดังกล่าว หากมีอาการสงสัยหรือพบผู้ที่มีอาการสงสัยจะเป็นไข้มาลาเรีย ควรแนะนำให้รีบไปเจาะเลือดที่โรงพยาบาลโดยเร็ว

          โรคไข้มาลาเรียจะหมดไปจากประเทศไทยแน่นอน ถึงแม้ว่าตามชายแดนจะมีชาวต่างชาติ ที่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้านเข้าออกประเทศไทยอย่างต่อเนื่องซึ่งอาจนำโรคเข้ามาในประเทศก็ตาม หากทุกคนป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงกัด คอยเป็นหูเป็นตาหากพบผู้ที่มีอาการสงสัยที่จะเป็นโรคไข้มาลาเรีย นำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วก็จะเป็นการตัดช่องทางการแพร่กระจายของโรคได้  

*นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ กองสุขศึกษา

เอกสารอ้างอิง

สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง. ความรู้เรื่องไข้มาลาเรีย สำหรับอาสาสมัครสาธารณสุข. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.thaivbd.org/n/contents/view/324411. (วันที่ค้นข้อมูล : 26 ตุลาคม 2559).

สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง. โรคมาลาเรีย. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.thaivbd.org/n/contents/view/324694. (วันที่ค้นข้อมูล : 26 ตุลาคม 2559).

อัลไซเมอร์...โรคที่ไม่ควรมองข้าม

อัลไซเมอร์...โรคที่ไม่ควรมองข้าม

สุภาวิณี  แสงเรือน*

          กระทรวงสาธารณสุขพบความชุกผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ประมาณร้อยละ 3-5 โดยความชุกจะพบมากขึ้นตามอายุ ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 85 ปี อาจพบสูงถึงร้อยละ 30   ซึ่งในปีพ.ศ.2558 พบผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ประมาณ 600,000 คน คาดว่าในปี พ.ศ.2573 จำนวนผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์จะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 1.1 ล้านคน

          โรคอัลไซเมอร์ เป็นหนึ่งในโรคสมองเสื่อมที่พบได้บ่อยที่สุด ผู้ป่วยโรคนี้จะมีอาการสำคัญ คือ ความจำเสื่อม หลงลืม มีพฤติกรรมและนิสัยเปลี่ยนไป อาการจะดำเนินไปอย่างช้าๆ แต่ค่อยๆ รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้และเสียชีวิตในที่สุด ไม่มีวิธีป้องกันหรือวิธีรักษาให้หายได้

          ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ประมาณร้อยละ 7 มีสาเหตุมาจากพันธุกรรม และสามารถถ่ายทอดสู่ลูกหลานได้ ผู้ที่มีความผิดปกติบนโครโมโซมคู่ที่ 21,14,1 และ 19  จะป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ที่อายุน้อยกว่าคนที่ไม่ได้มีความผิดปกติทางพันธุกรรม ยังพบว่าผู้ป่วยโรคกลุ่มอาการดาวน์ (Down’s syndrome) ซึ่งมีสารพันธุกรรมของโครโมโซมแท่งที่ 21 เกินมา หากมีชีวิตอยู่เกิน 40 ปี จะป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ในที่สุด ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน แต่พบปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์คืออายุที่มากขึ้น ประวัติครอบครัว เคยประสบอุบัติเหตุที่สมองหรือสมองได้รับการบาดเจ็บ เป็นโรคอ้วน เป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง

          อาการของโรคอัลไซเมอร์จะค่อยเป็นค่อยไป และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเสียชีวิตในที่สุด แบ่งอาการเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

          ระยะก่อนสมองเสื่อม ผู้ป่วยจะมีความบกพร่องทางการเรียนรู้เล็กน้อย มีปัญหาในการจดจำข้อมูลที่เพิ่งเรียนรู้มาไม่นานหรือไม่สามารถรับข้อมูลใหม่ๆได้ แต่โดยทั่วไปยังสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้เป็นปกติ ยังตัดสินใจทำในสิ่งต่างๆได้ ยกเว้นเรื่องที่สลับซับซ้อน

          สมองเสื่อมระยะแรก ผู้ป่วยจะมีการสูญเสียความจำในระยะสั้น ความจำใหม่ หรือความจำที่เพิ่งเรียนรู้มา เช่น ลืมว่าเก็บกุญแจไว้ที่ไหน ลืมนัด ถามซ้ำ พูดซ้ำ การใช้ชีวิตของผู้ป่วยในระยะนี้จะเริ่มไม่เป็นปกติ เช่น กำลังขับรถจะไปทำธุระบางอย่าง เกิดจำไม่ได้ว่าสถานที่นั้นต้องขับไปทางไหน อาจขับรถกลับบ้านไม่ถูก

          สมองเสื่อมระยะปานกลาง นอกจากสูญเสียความทรงจำในระยะสั้นแล้ว ความจำในระยะยาว และความรู้ทั่วไปก็จะค่อยๆบกพร่องไป ผู้ป่วยจะจำชื่อและหน้าตาของเพื่อนๆไม่ได้ และก็อาจจะจำคนในครอบครัวไม่ได้ หรือแม้กระทั่งคู่ชีวิตของตนเอง การพูดและการใช้ภาษาจะบกพร่องชัดเจน

          สมองเสื่อมระยะสุดท้าย ความทรงจำในระยะสั้น ความทรงจำในระยะยาว ความรู้ทั่วไป และกระทั่งความจำที่เป็นความจำโดยปริยาย เช่น การใช้ช้อน/ส้อมรับประทานอาหาร การใช้ภาษาของผู้ป่วยลดลง    อย่างมาก อาจพูดได้คำเดี่ยวๆจนไม่สามารถพูดได้เลย ต้องอาศัยพึ่งพาผู้ดูแลตลอดเวลา ถ้าไม่มีผู้ดูแลผู้ป่วยก็จะได้แต่นอนนิ่งอยู่บนเตียงตลอดเวลา และไม่สามารถควบคุมการถ่ายอุจจาระและปัสสาวะได้ บางคนอาจมีอาการชัก กลืนลำบาก สุดท้ายผู้ป่วยจะเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น เกิดแผลกดทับและติดเชื้อตามมา เกิดปอดบวมติดเชื้อ ร่างกายขาดสารน้ำ ระบบเกลือแร่ขาดสมดุล เป็นต้น โดยไม่ได้เสียชีวิตจากตัวโรคโดยตรง

          การป้องกันตนเองเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งศ.พญ.นันทิกา ทวิชาชาติ ภาควิชา  จิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แนะนำการออกกำลังกายสมอง ที่นิยมมากในต่างประเทศ เรียกว่านิวโรบิก เอกเซอร์ไซ เป็นการฝึกสมองที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ประสาททั้ง 5 ได้แก่  การมองเห็น การได้ยิน การสัมผัส การได้กลิ่น และการลิ้มรส ส่วนที่ 6 คืออารมณ์ ด้วยการฝึกกิจกรรมใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำ เช่น การเรียนรู้ด้วยคอมพิวเตอร์ เล่นดนตรีไทย วาดรูป ทำสวน การใช้งาน LINE คุยกับลูกหลาน หรือโปรแกรมแอพพลิเคชั่นต่างๆ การฝึกเขียนหนังสือข้างที่ไม่ถนัด การใช้มือคลำทดแทนการมองเห็น เป็นต้น และควรออกกำลังกาย เช่น การเดินเร็ว การบริหารร่างกาย เป็นต้น การรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารสีรุ้ง ได้แก่ ผักผลไม้ที่มีสีต่าง ๆ มีประโยชน์ต่อร่างกายและสมอง เช่น  สีม่วง คราม น้ำเงิน จากองุ่น หอมแดง บลูเบอร์รี่ เป็นต้น สีเขียวจากผักใบเขียวต่าง ๆ แอปเปิ้ลเขียว กีวี  องุ่นเขียว เป็นต้น สีเหลือง จากผลไม้ประเภทมะม่วงสุก ส้ม  สีแสดและแดง จากแครอท แตงโม พริกแดง มะเขือเทศ แอปเปิ้ลแดง เป็นต้น ลดอาหารหวาน มัน เค็ม ควบคุมระดับน้ำตาล ไขมัน และความดันโลหิต   เพื่อป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน ไขมันสูง ความดันโลหิตสูง ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์  ดูแลสุขภาพจิตไม่ให้เครียด ไม่ซึมเศร้า รู้จักจัดการความเครียดให้หมดไป มีกิจกรรมทางสังคมอย่างต่อเนื่อง

          หากเราดูแลสุขภาพของตนเองด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ทานผักผลไม้หลากหลายสี หลีกเลี่ยงอาหารหวาน มัน เค็ม ไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ จัดการความเครียดของตนเอง เพียงเท่านี้ก็จะห่างไกลจากโรคอัลไซเมอร์ รวมถึงห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บอื่น ๆ อย่างแน่นอน

* นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ กองสุขศึกษา

เอกสารอ้างอิง

แพทย์หญิงสลิล ศิริอุดมภาส. อัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://haamor.com/th/อัลไซเมอร์/#article105. (วันที่ค้นข้อมูล :  1 ตุลาคม 2559).

ผู้จัดการ online. ไทยป่วยอัลไซเมอร์กว่า 6 แสนคน คาดป่วยเพิ่มทะลุล้านในปี 73. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9590000095150. (วันที่ค้นข้อมูล :  1 ตุลาคม 2559).

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. ออกกำลังกายสมองป้องกันอัลไซเมอร์. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.thaihealth.or.th/Content/29168-ออกกำลังสมอง%20ป้องกัน%20'อัลไซเมอร์'.html. (วันที่ค้นข้อมูล : 1 ตุลาคม 2559).

อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย...ดูแลตัวเองอย่างไรไม่ให้ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่

อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย...ดูแลตัวเองอย่างไรไม่ให้ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่

สุภาวิณี แสงเรือน*

          โรคไข้หวัดใหญ่มักพบผู้ป่วยจำนวนมากในฤดูหนาว ที่ผ่านมาประเทศไทยมีอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝนตก และกำลังจะเข้าสู่ฤดูหนาว จากรายงานโรคในระบบเฝ้าระวัง 506 ของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ.2559 ถึงวันที่ 17 ตุลาคม 2559 พบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สูงถึง 123,564 ราย อัตราป่วย 188.86 ต่อแสนประชากร เสียชีวิต 22 ราย อัตราตาย 0.03 ต่อแสนประชากร จังหวัดที่มีอัตราป่วยต่อแสนประชากรสูงสุด 5 อันดับแรก คือ กรุงเทพมหานคร อุตรดิตถ์ เชียงใหม่ พะเยา และระยอง 

          ไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ ชนิดเอ บี และซี พบมากที่สุดคือไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ (H1N1) (H3N2) รองลงมา ได้แก่ ชนิดบีและซี การติดต่อของโรคไข้หวัดใหญ่ เชื้อไวรัสจะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย แพร่ติดต่อไปยังคนอื่นๆ ได้ง่าย เช่น การไอ จามรดกัน การหายใจเอาฝอยละอองเข้าไป หากอยู่ใกล้ผู้ป่วยในระยะ 1 เมตรก็อาจได้รับเชื้อไวรัสได้ บางรายได้รับเชื้อทางอ้อมผ่านทางมือหรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น แก้วน้ำ ลูกบิดประตู โทรศัพท์ ผ้าเช็ดมือ เป็นต้น เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูก ตา ปาก อาการมักจะเกิดขึ้นทันทีทันใดด้วยอาการไข้สูง ตัวร้อน หนาว ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อมาก โดยเฉพาะที่หลัง ต้นแขน ต้นขา ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คัดจมูก มีน้ำมูกใสๆ ไอแห้งๆ ในเด็กอาจพบอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วงได้มากกว่าผู้ใหญ่ 

          หลายคนคงสงสัยว่าไข้หวัดใหญ่แต่ละสายพันธ์ต่างกันอย่างไร ชนิดไหนรุนแรงกว่ากัน ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์บี ไม่ค่อยทำให้เกิดความรุนแรง ส่วนมากจะระบาดในช่วงฤดูหนาว ไข้หวัดชนิดนี้สามารถเจริญเติบโตได้ดีในอากาศเย็น พบมากที่สุดระหว่างเดือนธันวาคมและมกราคม และในฤดูฝนคือช่วงเดือนสิงหาคม ทุกคนสามารถป่วยเป็นไข้หวัดสายพันธุ์บีได้ แต่กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังคือคนที่ป่วยเป็นโรคปอด โรคหัวใจ และเด็กเล็กๆ อายุน้อยกว่า 2 ปี ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ถ้าเกิดกับกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้มีโอกาสรุนแรงกว่าปกติ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอ จะมีอาการรุนแรงมากกว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์บี เพราะจะแพร่ระบาดและควบคุมได้ยากกว่าชนิดบี 

          การป้องกันไม่ให้เป็นโรคไข้หวัดใหญ่ ไม่คลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัด ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนแออัดและอากาศถ่ายเทไม่ดีเป็นเวลานานโดยไม่จำเป็น กินอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผัก ผลไม้ นม ไข่ กินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ และใช้ช้อนกลาง นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการตากลม ตากฝน ไม่อาบน้ำเย็น ในตอนกลางคืนควรอบอุ่นร่างกายนอนห่มผ้าหนาๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว เป็นต้น ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ ในกรณีที่มือไม่เปรอะเปื้อน

          สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ ควรสวมหน้ากากอนามัยเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีบุคคลอื่นอยู่ร่วมห้อง ใช้กระดาษทิชชูปิดปาก จมูก เวลามีอาการจามหรือไอ หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับบุคคลในครอบครัว ไม่ควรไปในที่ชุมชน หากมีอาการไข้สูง ไอมาก เจ็บหน้าอก เหนื่อย อ่อนเพลีย รับประทานอาหารไม่ได้ อาเจียน อุจจาระมาก ให้รีบไปโรงพยาบาลทันที 

*นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ กองสุขศึกษา

เอกสารอ้างอิง 

สำนักระบาดวิทยา. รายงานโรคในระบบเฝ้าระวัง 506 Influenza. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.boe.moph.go.th/boedb/surdata/506wk/y59/d15_4159.pdf. (วันที่ค้นข้อมูล : 31 ตุลาคม 2559).

สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่. โรคไข้หวัดใหญ่. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://beid.ddc.moph.go.th/beid_2014/th/diseases/253.(วันที่ค้นข้อมูล : 31 ตุลาคม 2559).

หญิงตั้งครรภ์ระวังติดเชื้อไวรัสซิกา อาจส่งผลต่อทารกในครรภ์

หญิงตั้งครรภ์ระวังติดเชื้อไวรัสซิกา อาจส่งผลต่อทารกในครรภ์

สุภาวิณี แสงเรือน*

          โรคไข้ซิกาสามารถติดต่อได้จากการโดนยุงลายที่มีเชื้อไวรัสซิกากัด สามารถต่อได้ช่องทางอื่นๆ ได้แก่ ติดต่อจากแม่สู่ลูก ขณะทารกอยู่ในครรภ์หรือระหว่างการคลอด การมีเพศสัมพันธ์ การรับเลือดที่มีเชื้อ และการติดเชื้อในห้องปฏิบัติการ การแพร่เชื้อของไวรัสซิกา ยุงลายที่มีเชื้อไวรัสซิกาไปกัดคนหลังถูกยุงมีเชื้อกัด ประมาณ 3-12 วัน จะเริ่มมีอาการป่วย

          อาการของผู้ติดเชื้อไวรัสซิกาคือ ไข้ ผื่นแดง เยื่อบุตาอักเสบ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ จะมีอาการอยู่ประมาณ 2-7 วัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง ยกเว้นในหญิงตั้งครรภ์หากติดเชื้อไวรัสซิกาอาจมีภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ทำให้มีภาวะศีรษะเล็กแต่กำเนิดทำให้เกิดความพิการทางสมองรุนแรง

          การรักษาผู้ป่วยโรคซิกา ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง จึงสามารถรักษาตัวด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ รักษาตามอาการ เช่น ใช้ยาลดไข้ หรือยาบรรเทาอาการปวด แนะนำให้รับประทานยาพาราเซตามอล ห้ามรับประทานยาแอสไพริน หรือยากลุ่มลดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เพราะมียาบางชนิดที่เป็นอันตรายสำหรับการเป็นโรคนี้ อาจทำให้เลือดออกในอวัยวะภายในได้ง่ายขึ้น หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาและทำตามคำแนะนำของแพทย์

          ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ที่มีอาการป่วยโรคซิกา ถ้ามีอาการไข้ ออกผื่น หรือปวดข้อ ควรมารับการตรวจรักษาได้ที่โรงพยาบาลของรัฐทุกแห่ง ควรทายากันยุงช่วงมีอาการป่วย เพื่อป้องกันยุงลายกัดแล้วแพร่เชื้อให้ผู้อื่น บุคคลในครอบครัวของผู้ป่วยควรทายากันยุงเพื่อป้องกันยุงกัด และสังเกตตนเองว่ามีอาการด้วยหรือไม่ หากมีอาการให้รีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันที

          ผู้ที่เดินทางไปประเทศที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสซิกา ควรป้องกันตนเองไม่ให้ยุงกัด โดยสวมเสื้อแขนยาวให้มิดชิด และใช้ยาทาป้องกันยุงกัด หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาด หากจำเป็นต้องเดินทางควรปรึกษาแพทย์ก่อนเดินทาง สำหรับผู้ที่เดินทางกลับจากประเทศที่มีการระบาดรวมถึงหญิงตั้งครรภ์ที่อยู่ในประเทศไทยหากมีอาการไข้ ออกผื่น ตาแดง หรือปวดข้อควรไปพบแพทย์ทันที

          สำหรับประชาชนทั่วไปการป้องกันโรคซิกาที่ดีที่สุดคือการป้องกันตนเองไม่ให้ยุงกัด โดยอาจทายาป้องกันยุง สวมใส่เสื้อผ้าหนาสีอ่อนๆ ที่สามารถคลุมผิวหนังและร่างกายได้ อาศัยในบ้านหรือห้องพักที่มีมุ้งลวด หรือนอนกางมุ้งเพื่อป้องกันยุงกัดเวลานอน กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ด้วยการทำความสะอาดในบ้านและบริเวณรอบบ้านไม่ให้มีขยะเกลื่อนกลาด เทน้ำทิ้งไม่ให้มีน้ำขัง ครอบฝาภาชนะที่บรรจุน้ำ ถ้ามีอาการไข้ ออกผื่น ตาแดง ปวดข้อ อาจมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ ให้ไปพบแพทย์ทันทีโดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์

*นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ กองสุขศึกษา

เอกสารอ้างอิง

กรมควบคุมโรค. องค์ความรู้เรื่อง โรคไข้ซิกา ( Zika virus disease ). [ออนไลน์].
เข้าถึงได้จาก :
http://beid.ddc.moph.go.th/beid_2014/sites/default/files/factsheet_zika020259.pdf. (วันที่ค้นข้อมูล : 13 กันยายน 2559).

สำนักระบาดวิทยา. โรคติดเชื้อไวรัสซิกา. [ออนไลน์].
เข้าถึงได้จาก :
http://203.157.15.110/boe/viewnews.php?nid=MU5FV1MwMDA4Mg==&gid=NQ==&title=4LmA4Lij4Li34LmI4Lit4LiH4LmA4LiU4LmI4LiZ. (วันที่ค้นข้อมูล : 13 กันยายน 2559).

โรคลืมหมดชั่วคราว (TGA) ในหนังแฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว

โรคลืมหมดชั่วคราว (TGA) ในหนังแฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว

สุภาวิณี แสงเรือน*

          หลายคนไปดูหนังแฟนเดย์ เหตุการณ์ในหนังพบว่านางเอกเป็นโรค Transient global amnesia (TGA) หรือกลุ่มอาการลืมเหตุการณ์ทั้งหมดชั่วคราว ทำให้พระเอกต้องสวมรอยเป็นแฟนของนางเอกในวันนั้น เป็นที่มาของชื่อหนังแฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว บางท่านคงสงสัยว่ามีโรคแบบนี้จริงหรือไม่ ซึ่งโรคลืมหมดชั่วคราว เป็นกลุ่มอาการที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน พบบ่อยในผู้สูงอายุ มีอาการสูญเสียความจำอย่างเฉียบพลัน ไม่สามารถจำเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นช่วงเกิดอาการได้ร่วมกับลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนเกิดกลุ่มอาการนี้ไม่นาน เช่น ไม่สามารถจำเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นก่อนที่จะเริ่มมีอาการครั้งนี้ประมาณ 1 ชั่วโมง เป็นต้น และมักจะเรียกชื่อคนไม่ถูกจึงทำให้เกิดความกังวลอย่างมาก ผู้ป่วยจึงมักถามซ้ำๆว่ามาทำอะไร ใครเป็นใคร อยู่ที่ไหน วันนี้วันอะไร และเมื่อบอกไปแล้วก็ยังจำไม่ได้ จึงถามซ้ำ แต่จะไม่สูญเสียความจำส่วนที่เกิดขึ้นมานานแล้ว และพฤติกรรม ความรู้ ความสามารถอื่นๆ ปกติดี บางรายอาจมีอาการปวดศีรษะ ร่วมด้วย อาการดังกล่าวจะเป็นอยู่ชั่วคราวไม่นานมากกว่า 4 - 6 ชั่วโมงและจะหายดีภายใน 24 ชั่วโมง และเมื่อหายดีก็จะจำเหตุการณ์ต่างๆได้ทั้งหมด แต่ก็ยังอาจจำเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นช่วงเกิดอาการไม่ได้สมบูรณ์ และการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) ในกรณีของโรคลืมหมดชั่วคราวหรือ TGA นั้นจะไม่พบความผิดปกติ

          ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการ เช่น การสัมผัสอุณหภูมิเย็นๆ การใช้ยานอนหลับ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีความเครียดหรือผิดหวังอย่างรุนแรง เป็นต้น ตรวจร่างกายทางระบบประสาทมักไม่พบความผิดปกติอย่างอื่นยกเว้นการสูญเสียความจำเท่านั้น อาการหายเองภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง

          การรักษาโรคลืมหมดชั่วคราว (TGA) ไม่จำเป็นต้องรักษาอะไรเพราะอาการต่างๆ หายเองได้ และส่วนใหญ่หายเป็นปกติไม่มีความผิดปกติเหลืออยู่ จึงมีการพยากรณ์โรคที่ดีและมักไม่เกิดเป็นซ้ำ ผู้ป่วยไม่สามารถดูแลตนเองได้เพราะจำอะไรไม่ได้ ผู้ที่พบเห็นควรพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาล และคอยพูดคุยให้กำลังใจ อธิบายสิ่งต่างๆ ให้ผู้ป่วยฟัง ไม่เบื่อหน่ายและตกใจ เพราะจะทำให้ผู้ป่วยมีความกังวลใจมากยิ่งขึ้น

          การป้องกันโรคลืมหมดชั่วคราว ยังไม่มีการศึกษาระบุถึงวิธีที่ได้ผลชัดเจน แต่จากกลไกการเกิดโรค/กลุ่มอาการลืมชั่วคราวนี้ พบว่าควรหลีกเลี่ยงจากความเครียด, การใช้ยานอนหลับ และการดื่มแอลกอฮอล์หนัก จะสามารถป้องกันได้ในระดับหนึ่ง

*นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ กองสุขศึกษา

เอกสารอ้างอิง

รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า. กลุ่มอาการลืมชั่วคราว. [ออนไลน์].
เข้าถึงได้จาก :
http://haamor.com/th/กลุ่มอาการลืมชั่วคราว/#article102. (วันที่ค้นข้อมูล : 9 กันยายน 2559).

การเสียชีวิตจากการพลัดตกหกล้มเกือบครึ่งเป็นผู้สูงอายุ

การเสียชีวิตจากการพลัดตกหกล้มเกือบครึ่งเป็นผู้สูงอายุ

สุภาวิณี แสงเรือน*

          ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยาในปี พ.ศ.2557 พบผู้เสียชีวิตจากการพลัดตกหกล้มสูงถึง 2,007 คน หรือเฉลี่ยวันละ 6 คน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สูงอายุมากถึง 909 คน หรือเฉลี่ยวันละ 3 คน ซึ่งสาเหตุของการพลัดตกหกล้มส่วนใหญ่เกิดจากพื้นลื่น สะดุดสิ่งกีดขวาง เสียการทรงตัว พื้นต่างระดับ หน้ามืดวิงเวียน ถูกกระแทก ตกบันได เป็นต้น

          จากข้อมูลมรณบัตร สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข วิเคราะห์โดยสำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค พบว่าเพศหญิงมีความชุกของการพลัดตกหกล้มสูงกว่าเพศชาย 1.5 เท่า โดยที่เพศหญิงมากกว่าครึ่ง ร้อยละ 55 หกล้มในตัวบ้านและในบริเวณรั้วบ้าน เช่น ห้องนอน ห้องครัว และห้องน้ำ เป็นต้น ในขณะที่เพศชายร้อยละ 60 หกล้มบริเวณนอกบ้าน ขณะเดินทาง และในสถานที่ทำงาน เช่น ถนนในซอยและถนนใหญ่ ข้ามสะพาน จักรยาน/มอเตอร์ไซต์ ล้มบนรถเมล์ ไร่ นา ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น

          สาเหตุด้านร่างกาย ส่วนใหญ่เกิดจากการมองเห็น การเดิน การทรงตัว การรับรู้ และการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น ไขข้ออักเสบ กระดูกพรุน ภาวะซึมเศร้า สมองเสื่อม เบาหวาน หลอดเลือดสมอง และ พาร์กินสัน เป็นต้น ด้านพฤติกรรม เกิดจากการใช้ยาที่เสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม (ได้รับยากลุ่มต่างๆ ต่อไปนี้ 1 ชนิดขึ้นไป) ได้แก่ ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท ยาลดความดันโลหิต และยาขับปัสสาวะ หรือได้รับยาตั้งแต่ 4 ชนิดขึ้นไป (ไม่รวมวิตามิน) การดื่มแอลกอฮอล์ที่เกินพอดี ขาดการออกกำลังกาย การสวมรองเท้าและเสื้อผ้าไม่พอดี เป็นต้น ด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ พื้นและบันไดลื่น พื้นต่างระดับ ไม่เรียบ แสงสว่างไม่เพียงพอ มีสิ่งกีดขวาง ไม่มีราวจับบริเวณบ้าน บันไดและห้องน้ำ เป็นต้น ด้านเศรษฐกิจและสังคม ได้แก่ รายได้และระดับการศึกษา สัมพันธภาพในสังคม และการเข้าถึงการบริการสุขภาพและสังคมน้อย รวมถึงขาดการสนับสนุนจากชุมชน

          ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การป้องกันการพลัดตกหกล้มที่ดีที่สุดคือการดูแลใส่ใจผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิด และจัดการสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม การป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ มีดังต่อไปนี้

          ตัวผู้สูงอายุ ได้รับการประเมินความเสี่ยงและรู้สถานะความเสี่ยงของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่หรือบุคลากรทางการแพทย์เพื่อขอรับคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ยา การมองเห็น การเดิน การทรงตัวและการเคลื่อนไหว เข้ารับการรักษาหากมีอาการผิดปกติจากการเจ็บป่วยและโรคประจำตัว หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่จำเป็น ฝึกการเดินและการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เน้นฝึกการทรงตัวและการเคลื่อนไหว เช่น โยคะ ไทเก๊ก เป็นต้น ควรเปลี่ยนท่าช้าๆ ใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน สวมใส่เสื้อผ้า รองเท้าที่มีขนาดพอดี ควรเป็นรองเท้าส้นเตี้ย ขอบมน หุ้มส้น พื้นรองเท้าควรมีดอกยางไม่ลื่น

          ด้านสิ่งแวดล้อม ที่พักอาศัยควรอาศัยในบ้านชั้นเดียว กรณีบ้าน 2 ชั้น ควรจัดให้ผู้สูงอายุอยู่ชั้นล่าง สวิตซ์ไฟสูงจากพื้น 120 เซนติเมตร ปลั๊กไฟอยู่สูง 35-90 เซนติเมตร บันไดมีราว 2 ข้าง สูงจากพื้น 80 เซนติเมตร บันไดลูกตั้งสูงไม่เกิน 15 เซฯติเมตร ลูกนอนไม่น้อยกว่า 28 เซนติเมตร ไม่ลื่น ห้องนอนควรใช้เตียงที่มีความสูงระดับข้อพับเข่า 40-45 เซนติเมตร เพื่อให้ลุกขึ้นได้สะดวก ความสูงของโต๊ะหรือที่ทำครัว สูงประมาณ 85-90 เซนติเมตร สามารถหยิบจับอุปกรณ์ได้ง่ายสะดวกไม่ต้องก้ม เอื้อม และปีน ห้องน้ำ ควรติดกับห้องนอน พื้นไม่ลื่น มีความลาดเอียงเพียงพอไปยังท่อระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำขัง มีราวจับ มีที่นั่งสำหรับอาบน้ำสูง 40-45 เซนติเมตร ใช้โถส้วนแบบชักโครกหรือนั่งราบ ไม่ควรใส่กลอนประตูขณะใช้ห้องน้ำ มีแสงสว่างเพียงพอ ทั้งในและบริเวณบ้าน พื้นและทางเดินเรียบเสมอกัน ไม่ลื่น ไม่เปียก ไม่มีสิ่งกีดขวาง

          การป้องกันการพลัดตกหกล้มที่ดีที่สุดคือการดูแลใส่ใจผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิด และจัดการสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม

*นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ กองสุขศึกษา

เอกสารอ้างอิง

สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค. การพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ ปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม. [ออนไลน์].
เข้าถึงได้จาก : http://203.157.15.110/boe/viewnews.php?nid=MU5FV1MwMDA5NA==&gid=NQ==&title=4LmA4Lij4Li34LmI4Lit4LiH4LmA4LiU4LmI4LiZ. (วันที่ค้นข้อมูล : 5 กันยายน 2559).

กินคางคก...อันตรายถึงชีวิต

กินคางคก...อันตรายถึงชีวิต

สุภาวิณี แสงเรือน*

          ข่าวไทยรัฐออนไลน์วันที่ 29 สิงหาคม 2559 รายงานว่าพบชาวบ้านที่จังหวัดน่าน ถูกหามส่งโรงพยาบาล หลังกินเนื้อคางคกแกล้มเหล้า ตาย 2 ราย สาหัส 3 ราย เนื่องจากในตัวคางคกมีต่อมพิษหรือต่อมพาโรติด (parotid gland) เป็นต่อมที่สร้างสารพิษที่มีลักษณะเป็นน้ำสีขาว คล้ายน้ำนม มีสารพิษหลัก คือ Cardiac glycosides เมื่อคางคกถูกรบกวน ถูกจับ หรือถูกสัตว์อื่นคาบกัด คางคกจะปล่อยสารพิษออกจากต่อมพิษกระจายไปตามเส้นต่อมพิษออกสู่บริเวณผิวหนังด้านบน

          ต่อมเมือกใกล้หูของคางคกจะมีสารพิษ หรือที่เรียกว่ายางคางคก ประกอบด้วยสารเคมีหลายชนิดที่มีผลต่อระบบต่างๆในร่างกาย สารเคมีที่สำคัญคือกลุ่มดิจิทาลอยด์ ออกฤทธิ์คล้ายดิจิทาลิส ทำให้เกิดพิษร้ายแรงต่อหัวใจถึงขั้นเสียชีวิตได้ สารอื่นๆ ที่สำคัญ เช่น กลุ่มคาเทโคลามีน (catecholamines) มีผลต่อหัวใจและหลอดเลือด กลุ่มอินโดลไคลามีน (indolekylamines) มีฤทธิ์ทำให้มีอาการประสาทหลอน ในบริเวณหนัง เลือด ไข่ และเครื่องในของคางคกแทบทุกชนิดจะมีพิษอยู่ การบริโภคคางคกที่ปรุงให้สุกแล้วก็เกิดพิษขึ้นได้เพราะพิษนี้มีความทนต่อความร้อน ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่เป็นเด็กจะทนต่อพิษคางคกได้มากกว่าผู้ใหญ่ พบภาวะนี้ได้เป็นครั้งคราว

          หลังจากกินคางคกเข้าไปหลายชั่วโมง ในระยะแรกผู้ป่วยจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หัวใจเต้นผิดปกติมีอาการเกิดขึ้นอย่างช้าๆ อาจมีอาการปวดท้อง รายบางอาจมีอาการท้องเดินร่วมด้วย ระยะต่อมาผู้ป่วยมักจะมีอาการอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ เห็นภาพเป็นสีเหลือง เริ่มมีอาการสับสน เพ้อ ง่วงซึม ประสาทหลอน หรือมีอาการทางจิต มีอาการชักและหมดสติในที่สุด อาการที่ร้ายแรงคือทำให้หัวใจเต้นช้า เต้นผิดจังหวะ เกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นระรัว เกิดภาวะหัวใจวาย และเสียชีวิตได้ ซึ่งสาเหตุการตายที่สำคัญคือภาวะหัวใจห้องล่างเต้นระรัว อาจทำให้โพแทสเซียมในเลือดสูง

          การได้รับพิษมักเกิดจากการกินคางคก หรืออาจเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์จากการกินยาแผนโบราณที่มีหนังคางคกเป็นตัวยาผสมอยู่ ดังนั้น การป้องกันที่ดีที่สุดคือการไม่กินคางคกทุกชนิด ไม่ว่าจะปรุงสุกแล้วด้วยวิธีใดก็ตาม เพราะพิษสามารถทนความร้อนและไม่อาจถูกทำลายลงไปได้ ควรหลีกเลี่ยงการกินยาแผนโบราณที่ส่วนประกอบของคางคกผสมอยู่เพราะอาจทำให้ได้รับพิษได้ หากพบผู้ป่วยมีประวัติกินคางคกควรรีบส่งไปโรงพยาบาลทันที

* นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ กองสุขศึกษา

เอกสารอ้างอิง
Healthcarethai. พิษคางคก. [ออนไลน์].
เข้าถึงได้จาก : http://www.healthcarethai.com/%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%81toad-poisoningbufotoxins- poisoning/. (วันที่ค้นข้อมูล : 1 กันยายน 2559).

pasusat. คางคกและพิษคางคก. [ออนไลน์].
เข้าถึงได้จาก : http://pasusat.com/คางคก/. (วันที่ค้นข้อมูล : 1 กันยายน 2559).

ไทยรัฐออนไลน์. กินคางคกถึงตาย ชาวบ้านที่น่าน ถูกหามส่ง รพ. ดับ 2 สาหัส 3. [ออนไลน์].
เข้าถึงได้จาก :
http://www.thairath.co.th/content/704815. (วันที่ค้นข้อมูล : 1 กันยายน 2559).



กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข

กองสุขศึกษา อาคารกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ชั้น 7 กระทรวงสาธารณสุข
ถนนติวานนท์ ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

ข้อมูลติดต่อ

hed.div.001@hss.mail.go.th
0-2193-7000 ต่อ 18730
0-2193-7051

Browser Support

Copyright © 2014 Health Education Division. All rights reserved.